ลักษณะของการอยู่อย่างมีตัณหาเป็นเพื่อน


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
ลักษณะของการอยู่อย่างมีตัณหาเป็นเพื่อน
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ 
ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง พระเจ้าข้า ?”
มิคชาละ ! 
รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ 
อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก 
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
เป็นที่ตั้งแห่งความกำาหนัดย้อมใจ มีอยู่.
ถ้าหากว่าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำาสรรเสริญ สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้;
แก่ภิกษุผู้เพลิดเพลิน พร่ำาสรรเสริญ สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นอยู่ นั่นแหละ,
นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น
เมื่อ นันทิ มีอยู่, สาราคะ (ความพอใจอย่างยิ่ง) ย่อมมี;
เมื่อ สาราคะ มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมมี :
มิคชาละ ! 
ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้ว 
ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำานาจแห่งความเพลิน 
นั่นแล เราเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง”
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหู, 
กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูก, 
รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้น, 
โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกาย, 
และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ, ก็ทรงตรัสอย่างเดียวกัน).
มิคชาละ ! 
ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ 
แม้จะส้องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าและป่าชัฏ 
ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนน้อย มีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อย 
ปราศจากลมจากผิวกายคน เป็นที่ทำาการลับของมนุษย์ 
เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้น เช่นนี้แล้ว ก็ตาม 
ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่า 
ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองอยู่นั่นเอง. 
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า
ตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น.
ตัณหานั้น อันภิกษุนั้น ยังละไม่ได้แล้ว
เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง” 
ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล
ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว พระเจ้าข้า !”
มิคชาละ ! 
รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ 
อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก 
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ 
เป็นที่ตั้งแห่งความกำาหนัดย้อมใจ มีอยู่.
ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำาสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา 
ซึ่งรูปนั้นไซร้
แก่ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำาสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูป
นั้น นั่นแหละ 
นันทิ ย่อมดับ
เมื่อ นันทิ ไม่มีอยู่, สาราคะ ย่อมไม่มี
เมื่อ สาราคะ ไม่มีอยู่, สัญโญคะ ย่อมไม่มี
มิคชาละ ! 
ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้ว 
ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำานาจแห่งความเพลิน 
นั่นแล เราเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว”
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหู, 
กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูก, 
รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้น, 
โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกาย, 
และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ, ก็ทรงตรัสอย่างเดียวกัน).
มิคชาละ ! 
ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้
แม้อยู่ในหมู่บ้าน อันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี 
อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย 
ด้วยพระราชา มหาอำามาตย์ของพระราชาทั้งหลาย 
ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็ตาม 
ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็เรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้ 
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า
ตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น;
ตัณหานั้น อันภิกษุนั้น ละเสียได้แล้ว
เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว” 
ดังนี้ แล.
สฬา. สํ. ๑๘/๔๓–๔๔/๖๖-๖๗.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น