ตัณหา คือ “เชื้อแห่งการเกิด”

 

(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
ตัณหา คือ “เชื้อแห่งการเกิด”
วัจฉะ ! 
เราย่อมบัญญัติความบังเกิดขึ้น
สำาหรับสัตว์ผู้ที่ยังมีอุปาทานอยู่ (สอุปาทานสฺส)
ไม่ใช่สำาหรับสัตว์ผู้ที่ไม่มีอุปาทาน
วัจฉะ ! 
เปรียบเหมือน ไฟที่มีเชื้อ ย่อมโพลงขึ้นได้ (อคฺคิ สอุปาทาโน ชลติ) 
ที่ไม่มีเชื้อ ก็โพลงขึ้นไม่ได้
อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น
วัจฉะ ! 
เราย่อมบัญญัติความบังเกิดขึ้น
สำาหรับสัตว์ผู้ที่ยังมีอุปาทานอยู่
ไม่ใช่สำาหรับสัตว์ผู้ที่ไม่มีอุปาทาน 
“พระโคดมผู้เจริญ !
ถ้าสมัยใด เปลวไฟ ถูกลมพัดหลุดปลิวไปไกล, 
สมัยนั้น พระโคดมย่อมบัญญัติซึ่งอะไรว่าเป็นเชื้อแก่เปลวไฟนั้น 
ถ้าถือว่ามันยังมีเชื้ออยู่ ?”
วัจฉะ ! สมัยใด เปลวไฟ ถูกลมพัดหลุดปลิวไปไกล
เราย่อมบัญญัติเปลวไฟนั้น ว่า มีลมนั่นแหละเป็นเชื้อ
วัจฉะ ! เพราะว่า สมัยนั้น ลมย่อมเป็นเชื้อของเปลวไฟนั้น.
“พระโคดมผู้เจริญ ! 
ถ้าสมัยใด สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ และยังไม่บังเกิดขึ้นด้วยกายอื่น, 
สมัยนั้น พระโคดมย่อมบัญญัติซึ่งอะไร ว่าเป็นเชื้อแก่สัตว์นั้น 
ถ้าถือว่ามันยังมีเชื้ออยู่ ?”
วัจฉะ ! สมัยใด สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ 
และยังไม่บังเกิดขึ้นด้วยกายอื่น 
เรากล่าว สัตว์นี้ ว่า มีตัณหานั่นแหละเป็นเชื้อ 
เพราะว่า สมัยนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น แล.
สฬา. สํ. ๑๘/๔๘๕/๘๐๐.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น