เห็นประจักษ์ตามความเป็นจริง


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
เห็นประจักษ์ตามความเป็นจริง
สัตว์โลกนี้ เกิดความเดือนร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า 
ย่อมกล่าวซึ่งโรคนั้น โดยความเป็นตน
เขาสำาคัญสิ่งใด โดยความเป็นประการใด 
แต่สิ่งนั้นย่อมเป็นโดยประการอื่น จากที่เขาสำาคัญนั้น.
สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว 
มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.
เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นภัย 
เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์.
พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ นั้นเอง. 
สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด 
กล่าวความหลุดพ้นจากภพ ว่ามีได้เพราะ ภพ; 
เรากล่าวว่า สมณะทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ. 
ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด 
กล่าวความออกไปได้จากภพ ว่ามีได้เพราะ วิภพ; 
เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น ก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้.
ก็ทุกข์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยซึ่ง อุปธิ ทั้งปวง.
ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ไม่มี ก็เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง.
ท่านจงดูโลกนี้เถิด 
(จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลาย อันอวิชชาหนาแน่นบังหน้าแล้ว;
และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพ อันเป็นแล้วนั้น 
ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้.
ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง
เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง; 
ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ 
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง อย่างนี้อยู่; 
เขาย่อมละภวตัณหาได้ และไม่เพลิดเพลินซึ่งวิภวตัณหาด้วย.
ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ 
เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยประการทั้งปวง นั้นคือ นิพพาน. 
ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับเย็นสนิทแล้ว เพราะไม่มีความยึดมั่น. 
ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำามารได้แล้ว ชนะสงครามแล้ว 
ก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้คงที่ ดังนี้แล.
อุ. ขุ. ๒๕/๑๒๑/๘๔.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น