ย่อมยุบ ย่อมไม่ก่อ ย่อมขว้างทิ้ง  ย่อมไม่ถือเอา ซึ่ง... ขันธ์ ๕

(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
ย่อมยุบ ย่อมไม่ก่อ ย่อมขว้างทิ้ง 
ย่อมไม่ถือเอา ซึ่ง... ขันธ์ ๕
ภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด 
เมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงชาติก่อน ได้เป็นอันมาก 
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด 
ย่อมตามระลึกถึงซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้า 
หรือขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง แห่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้านั้น. 
ห้าอย่างไรกันเล่า ? ห้าอย่างคือ :-
ภิกษุทั้งหลาย ! 
เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง รูป นั่นเทียว ว่า 
“ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีรูปอย่างนี้” ดังนี้บ้าง;
ภิกษุทั้งหลาย ! 
เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง เวทนา นั่นเทียว ว่า 
“ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีเวทนาอย่างนี้” ดังนี้บ้าง;
ภิกษุทั้งหลาย ! 
เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง สัญญา นั่นเทียว ว่า
“ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้” ดังนี้บ้าง;
ภิกษุทั้งหลาย ! 
เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง สังขาร นั่นเทียว ว่า
“ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีสังขารอย่างนี้” ดังนี้บ้าง; 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง วิญญาณ นั่นเทียว ว่า
“ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีวิญญาณอย่างนี้” ดังนี้บ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำาไมเขาจึงกล่าวกันว่า รูป ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น ย่อมสลาย (รุปฺปติ) 
เหตุนั้นจึงเรียกว่า รูป. สลายเพราะอะไร ? 
สลายเพราะความเย็นบ้าง เพราะความร้อนบ้าง 
เพราะความหิวบ้าง เพราะความระหายบ้าง 
เพราะการสัมผัสกับเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น ย่อมสลาย เหตุนั้นจึงเรียกว่า รูป.
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำาไมเขาจึงกล่าวกันว่าเวทนา ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น อันบุคคลรู้สึกได้ (เวทยติ) 
เหตุนั้นจึงเรียกว่า เวทนา. รู้สึกซึ่งอะไร ? 
รู้สึกซึ่งสุขบ้าง ซึ่งทุกข์บ้าง ซึ่งอทุกขมสุขบ้าง. 
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น อันบุคคลรู้สึกได้ 
เหตุนั้นจึงเรียกว่า เวทนา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำาไมเขาจึงกล่าวกันว่า สัญญา ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม (สฺชานาติ)
เหตุนั้นจึงเรียกว่า สัญญา. หมายรู้ได้พร้อมซึ่งอะไร ? 
หมายรู้ได้พร้อมซึ่งสีเขียวบ้าง ซึ่งสีเหลืองบ้าง ซึ่งสีแดงบ้าง ซึ่งสีขาวบ้าง. 
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม 
เหตุนั้นจึงเรียกว่า สัญญา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำาไมเขาจึงกล่าวกันว่า สังขาร? 
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น ย่อมปรุงแต่ง (อภิสงฺขโรนฺติ) 
ให้เป็นของปรุงแต่ง 
เหตุนั้นจึงเรียกว่าสังขาร. ปรุงแต่งอะไรให้เป็นของปรุงแต่ง ?
ปรุงแต่งรูปให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นรูป 
ปรุงแต่งเวทนาให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นเวทนา 
ปรุงแต่งสัญญาให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นสัญญา 
ปรุงแต่งสังขารให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นสังขาร 
ปรุงแต่งวิญญาณให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นวิญญาณ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น ย่อมปรุงแต่งให้เป็นของปรุงแต่ง
เหตุนั้นจึงเรียกว่าสังขาร.
ภิกษุทั้งหลาย ! ทำาไมเขาจึงกล่าวกันว่า วิญญาณ ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมชาตินั้น ย่อมรู้แจ้ง (วิชานาติ) 
เหตุนั้นจึงเรียกว่า วิญญาณ. รู้แจ้งซึ่งอะไร ? 
รู้แจ้งซึ่งความเปรี้ยวบ้าง ซึ่งความขมบ้าง 
ซึ่งความเผ็ดร้อนบ้าง ซึ่งความหวานบ้าง ซึ่งความขื่นบ้าง 
ซึ่งความไม่ขื่นบ้าง ซึ่งความเค็มบ้าง ซึ่งความไม่เค็มบ้าง. 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
ธรรมชาตินั้น ย่อมรู้แจ้ง เหตุนั้นจึงเรียกว่า วิญญาณ. 
ภิกษุทั้งหลาย ! ในขันธ์ทั้งห้านั้น อริยสาวกผู้มีการสดับ
ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ชัดดังนี้ว่า 
“ในกาลนี้ เราถูกรูปเคี้ยวกินอยู่, แม้ในอดีตกาลนานไกล 
เราก็ถูกรูปเคี้ยวกินแล้ว เหมือนกับที่ถูกรูปอันเป็นปัจจุบันเคี้ยว
กินอยู่ในกาลนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น. ถ้าเราเพลิดเพลินรูปในอนาคต, 
แม้ในอนาคตนานไกล เราก็จะถูกรูปเคี้ยวกิน เหมือนกับที่เรา
ถูกรูปอันเป็นปัจจุบันเคี้ยวกินอยู่ในกาลนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น”. 
อริยสาวกนั้น พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว 
ย่อมเป็นผู้ไม่เพ่งต่อรูปอันเป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินรูปอนาคต
ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำาหนัด 
ดับไม่เหลือ แห่งรูปอันเป็นปัจจุบัน.
(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทรงตรัสไว้อย่างเดียวกันแล้วตรัสต่อไปว่า)
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอจะสำาคัญความสำาคัญข้อนี้ว่าอย่างไร 
รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง ? 
“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”.
สิ่งใดที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ? 
“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”.
สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา 
ควรหรือหนอ ? ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า 
“นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นอัตตาของเรา” ดังนี้. 
“ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีการถามตอบแบบเดียวกัน แล้วตรัสต่อไปว่า)
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ 
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน 
มีในภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม 
เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม 
รูปทั้งหมดนั้นบุคคลควรเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ 

ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า 
“นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” ดังนี้.
(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทรงตรัสไว้อย่างเดียวกันแล้วตรัสต่อไปว่า)
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เรากล่าวว่า 
เธอย่อมยุบ-ย่อมไม่ก่อ; ย่อมขว้างทิ้ง-ย่อมไม่ถือเอา; 
ย่อมทำาให้กระจัดกระจาย-ย่อมไม่ทำาให้เป็นกอง; 
ย่อมทำาให้มอด-ย่อมไม่ทำาให้ลุกโพลง.
อริยสาวกนั้น ย่อมยุบ-ย่อมไม่ก่อ ซึ่งอะไร ? 
เธอย่อมยุบ-ย่อมไม่ก่อ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ.
อริยสาวกนั้น ย่อมขว้างทิ้ง-ย่อมไม่ถือเอา ซึ่งอะไร ? 
เธอย่อมขว้างทิ้ง-ย่อมไม่ถือเอา 
ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ.
อริยสาวกนั้น ย่อมทำาให้กระจัดกระจาย-ย่อมไม่ทำาให้เป็นกอง ซึ่งอะไร? 
เธอย่อมทำาให้กระจัดกระจาย-ย่อมไม่ทำาให้เป็นกอง 
ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ.
อริยสาวกนั้น ย่อมทำาให้มอด-ย่อมไม่ทำาให้ลุกโพลง ซึ่งอะไร ? 
เธอย่อมทำาให้มอด-ย่อมไม่ทำาให้ลุกโพลง 
ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ. 
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ 
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา 
แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ. 
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำาหนัด, 
เพราะความคลายกำาหนัด ย่อมหลุดพ้น, 
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว. 
อริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดว่า 
“ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำาได้สำาเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำาเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ (ผู้ซึ่งหลุดพ้นแล้ว) นี้ เราเรียกว่า 
ไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่ แต่เป็นอันว่ายุบแล้ว-ดำารงอยู่; 
ไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่ แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งแล้ว-ดำารงอยู่; 
ไม่ทำาให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำาให้เป็นกองอยู่ 
แต่เป็นอันว่าทำาให้กระจัดกระจายแล้ว-ดำารงอยู่; 
ไม่ทำาให้มอดอยู่-ไม่ทำาให้ลุกโพลงอยู่ 
แต่เป็นอันว่าทำาให้มอดแล้ว-ดำารงอยู่.
ภิกษุนั้น ไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่ 
แต่เป็นอันว่ายุบ ซึ่งอะไรแล้ว ดำารงอยู่ ? 
เธอไม่ก่ออยู่-ไม่ยุบอยู่ 
แต่เป็นอันว่ายุบ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา 
ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว ดำารงอยู่
ภิกษุนั้น ไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่ 
แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้ง ซึ่งอะไรแล้ว ดำารงอยู่ ? 
เธอไม่ขว้างทิ้งอยู่-ไม่ถือเอาอยู่ 
แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้ง ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา 
ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว ดำารงอยู่.
ภิกษุนั้น ไม่ทำาให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำาให้เป็นกองอยู่ 
แต่เป็นอันว่าทำาให้กระจัดกระจาย ซึ่งอะไรแล้ว ดำารงอยู่ ? 
เธอไม่ทำาให้กระจัดกระจายอยู่-ไม่ทำาให้เป็นกองอยู่ 
แต่เป็นอันว่าทำาให้กระจัดกระจายซึ่งรูป ซึ่งเวทนา 
ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว ดำารงอยู่.
ภิกษุนั้น ไม่ทำาให้มอดอยู่-ไม่ทำาให้ลุกโพลงอยู่ 
แต่เป็นอันว่าทำาให้มอด ซึ่งอะไรแล้ว ดำารงอยู่ ? 
เธอไม่ทำาให้มอดอยู่-ไม่ทำาให้ลุกโพลงอยู่ 
แต่เป็นอันว่าทำาให้มอดซึ่งรูป ซึ่งเวทนา 
ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว ดำารงอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาทั้งหลาย พร้อมทั้งอินทร์ พรหม และปชาบดี 
ย่อมนมัสการภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ มาจากที่ไกลเทียว กล่าวว่า 
“ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ! ข้าแต่ท่านบุรุษผู้สูงสุด ! ข้าพเจ้าขอนมัสการท่าน
เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะทราบสิ่งซึ่งท่าน อาศัยแล้วเพ่ง ของท่าน” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕-๑๑๐/๑๕๘-๑๖๔.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น