ผู้ได้ชื่อว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)

ผู้ได้ชื่อว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ
อานนท์ ! อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา) 
ในอริยวินัย เป็นอย่างไรเล่า ? 
อานนท์ ! ในกรณีนี้ 
อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ–ไม่เป็นที่ชอบใจ–
ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ 
อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยตา. 
ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า 
“อารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้ เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต) 
เป็นของหยาบๆ (โอฬาริก)
เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺน); 
แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำางับและประณีต, กล่าวคือ อุเบกขา” ดังนี้.
(เมื่อรู้ชัดอย่างนี้) 
อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ–ไม่เป็นที่ชอบใจ-
ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น 
ย่อมดับไป, อุเบกขายังคงดำารงอยู่.
อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ–ไม่เป็นที่ชอบใจ-
ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น 
ย่อมดับไป เร็วเหมือนการกระพริบตาของคน, 
อุเบกขายังคงดำารงอยู่.
อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย 
ในกรณีแห่ง รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ.
(ในกรณีแห่ง เสียงที่รู้แจ้งด้วยโสตะ กลิ่นที่รู้แจ้งด้วยฆานะ 
รสที่รู้แจ้งด้วยชิวหา โผฎฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยผิวกาย และ 
ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจ ทรงตรัสอย่างเดียวกัน
ต่างกันแต่อุปมาแห่งความเร็วในการดับแห่งอารมณ์นั้นๆ, คือ
กรณีเสียง เปรียบด้วยความเร็วแห่งการดีดนิ้วมือ, 
กรณีกลิ่น  เปรียบด้วยความเร็วแห่งหยดน้ำาตกจากใบบัว, 
กรณีรส เปรียบด้วยความเร็วแห่งน้ำาลายที่ถ่มจากปลายลิ้นของคนแข็งแรง,
กรณีโผฏฐัพพะ เปรียบด้วยความเร็วแห่งการเหยียดแขนพับแขนของคนแข็งแรง,
กรณีธรรมารมณ์ เปรียบด้วยความเร็วแห่งการแห้งของหยดน้ำาบนกระทะเหล็ก
ที่ร้อนแดงอยู่ตลอดวัน)
อุปริ. ม. ๑๔/๕๔๒–๕๔๕/๘๕๖–๘๖๑.

ผู้เข้าไปหาเป็นผู้ไม่หลุดพ้น  ผู้ไม่เข้าไปหาย่อมหลุดพ้น


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
ผู้เข้าไปหาเป็นผู้ไม่หลุดพ้น 
ผู้ไม่เข้าไปหาย่อมหลุดพ้น
ภิกษุทั้งหลาย ! 
ผู้เข้าไปหา เป็นผู้ไม่หลุดพ้น; ผู้ไม่เข้าไปหา เป็นผู้หลุดพ้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! 
วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอารูป ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ 
เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย 
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้ 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาเวทนา ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ 
เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์ มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้ 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสัญญา ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ 
เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! 
วิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอาสังขาร ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้ 
เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย
มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า 
“เราจักบัญญัติ ซึ่งการมา การไป การจุติ การอุบัติ
ความเจริญ ความงอกงาม และความไพบูลย์ ของวิญญาณ
โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนา เว้นจากสัญญา 
และเว้นจากสังขาร” ดังนี้นั้น. นี่ ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! 
ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ 
ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว 
เพราะละราคะได้ อารมณ์สำาหรับวิญญาณก็ขาดลง 
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม 
หลุดพ้นไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง 
เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง 
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน 
ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำาได้สำาเร็จแล้ว 
กิจอื่นที่จะต้องทำาเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๖/๑๐๕.

เพราะไม่เพลิน จึงละอนุสัยทั้ง ๓ ได้


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
เพราะไม่เพลิน จึงละอนุสัยทั้ง ๓ ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! 
เพราะอาศัย ตา ด้วย รูปทั้งหลาย ด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัย หู ด้วย เสียงทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ 
การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่นทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดฆานวิญญาณ
การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รสทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดชิวหาวิญญาณ 
การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลาย ด้วย 
จึงเกิดกายวิญญาณ 
การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย...
เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธรรมารมณ์ทั้งหลาย ด้วย จึงเกิดมโนวิญญาณ 
การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั่น คือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย 
จึงเกิดเวทนา อันเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.
บุคคลนั้น 
เมื่อ สุขเวทนา ถูกต้องอยู่ 
ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำาสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่;
อนุสัยคือราคะ ย่อมไม่ตามนอน (ตสฺส ราคานุสโย นานุเสติ) แก่บุคคลนั้น.
เมื่อ ทุกขเวทนา ถูกต้องอยู่ 
เขาย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่ระทมใจ ย่อมไม่คร่ำาครวญ 
ย่อมไม่ตีอกร่ำาไห้ ย่อมไม่ถึงความหลงใหลอยู่;
อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น. 
เมื่อ เวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ถูกต้องอยู่ 
เขาย่อมรู้ตามเป็นจริง
ซึ่งสมุทยะ (เหตุเกิด) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอัตถังคมะ (ความดับไม่เหลือ) แห่งเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย
ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย;
อนุสัยคืออวิชชา ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ 
(สุขาย เวทนาย ราคานุสยํ ปหาย)
ละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาเสียได้แล้ว 
(ทุกฺขาย เวทนาย ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา)
บรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาเสียได้แล้ว
(อทุกฺขมสุขาย เวทนาย อวิชฺชานุสยํ สมูหนิตฺวา)
ถอนอวิชชานุสัย อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาเสียได้แล้ว;
(อวิชฺชํ ปหาย วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา)
เมื่อละอวิชชาเสียได้แล้ว และทำาวิชชาให้เกิดขึ้นได้แล้ว;
(ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร ภวิสฺสตีติ)
เขาจักทำาที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (รู้เห็นได้เลย) นี้ได้ นั้น;
(ฐานเมตํ วิชฺชติฯ) 
ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๘/๘๒๓.

ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย !
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน รูป
ผู้นั้น เท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน เวทนา
ผู้นั้น เท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สัญญา
ผู้นั้น เท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สังขารทั้งหลาย
ผู้นั้น เท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน วิญญาณ
ผู้นั้น เท่ากับไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่า
“ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๙/๖๕. 
ภิกษุทั้งหลาย ! ...
(ทรงตรัสกรณีเพลิน แล้วทรงตรัสกรณีไม่เพลินต่อเทียบกัน)
...ส่วนผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน จักษุ
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน โสตะ
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน ฆานะ
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน ชิวหา
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน กายะ
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน มนะ
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่า 
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ...
(ทรงตรัสกรณีเพลิน แล้วทรงตรัสกรณีไม่เพลินต่อเทียบกัน)
...ส่วนผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน รูป
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน เสียง
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน กลิ่น
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน รส
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์... 
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน โผฏฐัพพะ
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์...
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน ธรรมารมณ์
ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
เรากล่าวว่า
ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์
ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ ดังนี้.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖/๑๙-๒๐.

ลักษณะของบุคคลสี่ประเภท


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
ลักษณะของบุคคลสี่ประเภท
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลสี่จำาพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. 
สี่จำาพวก อย่างไรเล่า ? สี่จำาพวกคือ 
กายออก แต่จิตไม่ออก (นิกฺกฏฺฐกาโย อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต)
กายไม่ออก แต่จิตออก (อนิกฺกฏฺฐกาโย นิกฺกฏฺฐจิตฺโต)
กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก (อนิกฺกฏฺฐกาโย จ อนิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ)
กายก็ออก จิตก็ออก (นิกฺกฏฺฐกาโย จ นิกฺกฏฺฐจิตฺโต จ)
ภิกษุทั้งหลาย ! 
บุคคลที่ชื่อว่า กายออก แต่จิตไม่ออก เป็นอย่างไรเล่า ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
ในกรณีนี้ บุคคลบางคน เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าทึบ, 
ในที่นั้นๆ เขาวิตกซึ่งกามวิตกบ้าง ซึ่งพ๎ยาปาทวิตกบ้าง 
ซึ่งวิหิงสาวิตกบ้าง. 
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล บุคคลที่ กายออก แต่จิตไม่ออก. 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
บุคคลที่ชื่อว่า กายไม่ออก แต่จิตออก เป็นอย่างไรเล่า ?  
ภิกษุทั้งหลาย !
ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ไม่ได้เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและ
ป่าทึบ, ในที่นั้นๆ เขาวิตกซึ่งเนกขัมมวิตกบ้าง 
ซึ่งอัพ๎ยาปาทวิตกบ้าง ซึ่งอวิหิงสาวิตกบ้าง. 
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล บุคคลที่ กายไม่ออก แต่จิตออก. 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
บุคคลที่ชื่อว่า กายก็ไม่ออก จิตก็ไม่ออก เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! 
ในกรณีนี้ บุคคลบางคน ไม่ได้เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและ
ป่าทึบ,ในที่นั้นๆ เขาวิตกซึ่งกามวิตกบ้าง ซึ่งพ๎ยาปาทวิตกบ้าง 
ซึ่งวิหิงสาวิตกบ้าง. 
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล บุคคลที่ กายก็ไม่ออก จิตก็ไม่ออก.
ภิกษุทั้งหลาย ! 
บุคคลที่ชื่อว่า กายก็ออก จิตก็ออก เป็นอย่างไรเล่า ? 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
ในกรณีนี้ บุคคลบางคน เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าทึบ,
ในที่นั้นๆ เขาวิตกซึ่งเนกขัมมวิตกบ้าง ซึ่งอัพ๎ยาปาทวิตกบ้าง 
ซึ่งอวิหิงสาวิตกบ้าง. 
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล บุคคลที่ กายก็ออก จิตก็ออก. 
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล ๔ จำาพวกเหล่านี้แล มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘๕/๑๓๘.

ความไม่ประมาท  ยังกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้น


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
ความไม่ประมาท 
ยังกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย ! 
เราไม่มองเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง 
ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
หรืออกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป, 
เหมือนความไม่ประมาท นี้. 
ภิกษุทั้งหลาย ! 
เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว, 
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น 
และอกุศลธรรมที่เกิดอยู่แล้ว ก็เสื่อมสิ้นไป.
เอก. อํ. ๒๐/๑๓/๖๐.

พินัยกรรม ของพระสังฆบิดา


(ภาพนี้จากผนังโบสถ์ บ้านทุ่งคา ต แม่สุก อ แจ้ห่ม ลำปาง)
พินัยกรรม ของพระสังฆบิดา
ภิกษุทั้งหลาย ! 
บัดนี้ ตถาคต ขอเตือนพวกเธอทั้งหลายไว้ ว่า 
สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
พวกเธอทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
นี่แล เป็นพระวาจาที่ตรัสครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า.
มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓.